เรียนรู้อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด บล็อกเล่าเรื่องการศึกษา

การเรียนรู้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ควรจะเป็นการเรียนรู้ด้วยความเต็มใจ และออกมาจากใจที่ใฝ่หาความรู้จริง ๆ

ประวัติเรื่องราวของสายรัดข้อมือ

สายรัดข้อมือ มักมีประเภทเป็นวงที่ทำจากพลาสติก หรือกระดาษมัน ที่ใช้เพื่อโอบหรือคาดที่ที่แขน สายรัดเหล่านี้มักทำให้ไม่สามารถใช้ร่วมกันได้ เพื่อใช้เป็นเครื่องแสดงติดตัว หรือใช้เพื่อเป็นการอธิบายความเลื่อมใสหรือให้ท้ายสหภาพธรรมการย์ต่าง ๆ

สายรัดข้อมือซิลิโคน

ต้นปีพ.ศ. 2548 สายรัดข้อมือซิลิโคนได้กลายเป็นเครื่องแต่งที่ได้รับความนิยมชมชอบ ที่สมาพันธ์การกุศลนำมาเพื่อหาเงินบริจาค สายรัด Livestrong เป็นแบบแรกที่ออกมา ผ่านทางการริเริ่มโดยแลนซ์ อาร์มสตรองนักปั่นจักรยาน จากนั้นก็ได้มีออกมาอีกหลายชนิด

ในประเทศไทยสายรัดข้อมือ เริ่มเป็นที่การกำหนดในช่วงต้นปี พ.ศ. 2548 โดยที่ราคาของสายรัดข้อมือบางอย่างมีค่าสูงประมาณ 1 พันบาท และได้หมดความชอบในช่วงกลางปี พ.ศ. 2548

แต่ในล่าสุดได้รับค่านิยมในการผลิตเพื่องาน แสดงผลิตภัณฑ์ ของแจกเหตุด้วยสหพันธ์ ต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีต้นทุนต่อชิ้นทึ่ถูก ซึ่งกลอุบายผลิตสายรัดข้อมือ นั้นมีหลายหลายวิธี จำนวนมากนั้นสายรัดข้อมือจะมีการผลิตจาก ยาง ซิลิโคน Rubber มากมายเกรด

วีธีการขึ้นลายบนสายรัดข้อมือนั้น ในการผลิตจำนวนมากจะใช้การทำบล็อกในการขึ้นผลิตภัณฑ์มีข้อดีคือความคมชัดของลวดลายบนสายรัดข้อมือ และอีกวิธีในการทำการวาดเขียนบนสายรัดข้อมือนั้น คือ การใช้เลเซอร์ในการแกะสลักข้อความบนสายรัดข้อมือ ซึ่งสามารถทำได้ในจำนวนน้อยต่อแบบ ซึ่งได้รับแฟชั่นจาก  ผู้ซื้อ เพราะสามารถทำสายรัดข้อมือได้ตามความประสงค์ในจำนวนที่ไม่มาก อีกทั้งบางกงสียังสามารถ ใส่หมายเลยเลขโค๊ดเฉพาะเกี่ยวกับสายรัดข้อมือแต่ละอันได้ด้วย

 

Tue, April 18 2017 » สินค้า » Comments Off on ประวัติเรื่องราวของสายรัดข้อมือ

วงออเคสตร้าในยุคคลาสสิค

วงดนตรีที่มีกลุ่มเครื่องสายในตระกูลไวโอลินเป็นเครื่องดนตรีหลัก และมีจำนวนผู้บรรเลงมากกว่ากลุ่มเครื่องดนตรีประเภทอื่นๆ วงดนตรีออร์เคสตร้าเริ่มการแสดงเต็มรูปแบบในยุโรป ซึ่งการแสดงดนตรีสมัยนั้น มีสถานที่เพียงสองสามแห่งเท่านั้นที่จัดได้ คือในโบสถ์ ภายในราชสำนัก และคฤหาสน์ของขุนนางตำแหน่งสำคัญๆ สถานที่ที่ดนตรีจะเข้าถึงประชาชนยุคนั้นได้มากที่สุดคือโบสถ์ แต่ก็จะเป็นดนตรีเพื่อศาสนกิจเท่านั้น ส่วนดนตรีเพื่อความรื่นรมย์แทบไม่เคยปรากฏว่ามีการแสดงในที่สาธารณะใดๆ ให้สามัญชนได้รับชมรับฟัง

จุดเริ่มต้นของการแสดงวงออร์เคสตร้าเพื่อประชาชนจริงๆ เริ่มที่กรุงลอนดอน เดือนธันวาคม ค.ศ.1672 จอห์น บาร์นิสเตอร์ นักไวโอลินชาวอังกฤษรวบรวมพรรคพวกนักดนตรีจัดการแสดงขึ้นที่บ้านเขาเองที่ตำบลไวท์ฟไรเอส์ ให้ผู้เข้าฟังเสียค่าประตูคนละ 1 ชิลลิง นับจากนั้นพัฒนาการแสดงดนตรีก็มีเรื่อยมา

วงออร์เคสตร้าในยุคคลาสสิค
ได้กล่าวถึงเรื่องราวของลักษณะทางดนตรีหรือ Style ของดนตรีในยุคคลาสสิค คือระหว่างปี ค.ศ. 1750-1820 ไปแล้ว ต่อไปนี้จะกล่าวถึงลักษณะของวงดนตรีที่เรียกว่าวงออร์เคสตร้าในยุคนี้บ้าง พอเป็นที่เข้าใจกันได้ วงออร์เคสตร้าในสมัยบาโร้คนั้นมีรูปแบบไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปตามใจของคีตกวีว่าบทเพลงไหนจะใช้เครื่องดนตรีอะไรบ้าง แต่พอตกมาถึงยุคคลาสสิค จึงกลายเป็นวงดนตรีที่มีการจัดระบบระเบียบชัดเจนขึ้น คือวงออร์เคสตร้ายุคนี้จะประกอบด้วยเครื่องดนตรี 4 ประเภท ได้แก่ กลุ่มเครื่องสาย กลุ่มพวกปี่และขลุ่ย กลุ่มพวกแตรต่างๆ และกลุ่มเครื่องเคาะเครื่องตี ซึ่งนิยมกำหนดเครื่องดนตรีไว้โดยประมาณดังนี้

เครื่องสาย (String) ได้แก่ ไวโอลิน 1 และ 2 วิโอล่า เชลโล และดับเบิ้ลเบสส์
ปี่และขลุ่ย (Wood wind) ได้แก่ ฟลุท 2 โอโม 2 คลาวิเนต 2 และบาสซูน 2
แตร (Brass) ได้แก่ เฟรนซ์ฮอร์น 2 และทรัมเปต 2 (ทรอมโบนใช้ใน opera และเพลงศาสนา)
เครื่องตี (Percussion) ใช้กลอง Timpani เป็นหลัก

มีข้อสังเกตว่า กลุ่มเครื่องสายนั้นใช้เป็นหลักของวง พวกปี่-ขลุ่ยและแตรใช้เป็นคู่ๆ คือ อย่างละ 2 คัน คลาริเนตนั้นเพิ่มเข้ามาจากที่ไม่เคยใช้มาก่อน ส่วนทรอมโบนจะใช้เฉพาะในอุปรากรและบทเพลงทางศาสนาดังที่ Haydn และ Mozart ใช้ในคีตนิพนธ์ของท่าน อนึ่งจำนวนนักดนตรีในวงก็เพิ่มขึ้นจากยุคบาโร้ค แต่อาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามกาละเทศะ เช่น Haydn ตามปกติจะใช้วงขนาด 25 คน แต่พอไปบรรเลงที่ London ในปี 1795 จะเพิ่มจำนวน เป็น 60 ตน

คีตกวีในยุคคลาสสิคนิยมแต่งเพลงแสดงให้เห็นความโดดเด่นของสีสันหรือสุ้มเสียงที่มีลักษณะเฉพาะของเครื่องดนตรีแต่ละชนิดจึงไม่มีการใช้เครื่องดนตรี 2 ชิ้น เล่นทำนองเดียวกันทั้งท่อนอย่างที่เป็นในยุคบาโร้ค แต่มักจะผลัดกันแสดงความโดดเด่นโดยกำหนดให้เครื่องดนตรีบรรเลงในแนวทำนองที่ต่างกัน และเปลี่ยนบ่อยๆ ทำนองหลักอาจจะเริ่มด้วยวงออร์เคสตร้า จากนั้นก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเครื่องสายและตามด้วยปี่-ขลุ่ย เป็นต้น เครื่องดนตรีแต่ละกลุ่มจะมีบทบาทหน้าที่ของตนโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสาย ได้แก่ ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล และเบส ทำหน้าที่หลักโดยเป็นกระดูกสันหลังของวงออร์เคสตร้า โดยใช้ไวโอลิน 1 บรรเลงทำนองสำคัญ เครื่องสายเสียงต่ำบรรเลงแนวประสานเสียเป็นส่วนมาก ปี่-ขลุ่ย จะบรรเลงในแนวทำนองที่ตัดกันกับกลุ่มเครื่องสายและบรรเลงเดี่ยวบางทำนองเป็นครั้งคราว ส่วนออร์แกนและทรัมเป็ตจะสร้างความรู้สึกในพละกำลัง ในช่วงที่ต้องการเสียงดังหนักแน่นเพื่อจะเพิ่มเติมแนวประสาน แต่ไม่ค่อยใช้บรรเลงทำนองหลัก และกลองทิมปานี่จะตีเฉพาะในช่วงที่เน้นจังหวะจะโคน และแสดงถึงจุดสำคัญของบทเพลง เป็นต้น

โดยทั่วไปแล้ววงออร์เคสตร้าสมัยคลาสสิคแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่น ความแปรผันตามความต้องการในการแสดงอารมณ์ สีสัน และความมีลักษณะพิเศษของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด ซึ่งคีตกวีสามารถจะเลือกใช้ได้ตามใจ เพื่อให้บทเพลงของตนมีสีสัน ได้อารมณ์และความรู้สึกอย่างที่ผู้แต่งต้องการ

Sat, October 17 2015 » การศึกษา » Comments Off on วงออเคสตร้าในยุคคลาสสิค

ในสมัยนี้มีความสวยสดงดงามทำให้พัฒนาการของวงออร์เคสตรามาถึงจุดที่เป็นมาตรฐาน

23

วงออร์เคสตราสมัยบาโรกเป็นวงออร์เคสตราสมัยแรก ๆ ของดนตรีประเภทคลาสสิกมาตรฐานของการจัดวงไม่มี ความแน่นอนนักลักษณะการจัดวงโดยทั่วไปจะให้ไวโอลินหนึ่ง อยู่ทางซ้ายมือ ของผู้อำนวยเพลงและให้ไวโอลินที่สอง อยู่ทางขวามือ วิโอลา และเชลโลอยู่ตรงกลางส่วนดับเบิลเบสอยู่แถวหลังสุดของวง สำหรับเครื่องเป่าลมไม้ อยู่หลังกลุ่มไวโอลินที่หนึ่ง เครื่องเป่าทองเหลือง อยู่ด้านหลังขวา เครื่องประกอบจังหวะ อยู่หลังสุดของวง นอกจากนี้ อาจจะมีฮาร์ปสิคอร์ดเล่นเป็นแนวเบส ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการผู้ประพันธ์เพลงและสถานที่ ที่ใช้ในการแสดงโดยทั่วไปมักมีจำนวนผู้เล่นประมาณ 20-30 คน นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 วงออร์เคสตราเริ่มมีแบบแผนมากขึ้นบทเพลงที่เขียนขึ้นก็ต้องการใช้ในวงที่มีจำนวนเครื่องดนตรีที่มากขึ้น ลักษณะการจัดวงโดยทั่วไปมีเครื่องดนตรีครบทั้ง 4 กลุ่ม จำนวนของเครื่องดนตรีแต่ละประเภทนั้นขึ้นอยู่กับขนาดของวงและบทเพลงที่บรรเลง

จากต้นสมัยบาโรกจนกระทั่งถึงปลายสมัยคลาสสิกผู้ประพันธ์เพลงต่างก็มีอิสระหลุดพ้นจากการครอบงำในด้านความคิดจึงส่งผลให้ผลงานที่แต่งขึ้นในสมัยนี้มีความสวยสดงดงามทำให้พัฒนาการของวงออร์เคสตรามาถึงจุดที่เป็นมาตรฐาน เนื่องจากมีการใช้สีสันของเครื่องดนตรีที่แตก ต่างกันมาใช้ในการแต่งเพลงจึงมีความหลากหลาย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มจำนวนเครื่องดนตรีเข้า ไปเพื่อรองรับความคิดดังกล่าว เพื่อคุณภาพของเสียงที่แสดงพลังอำนาจของวงออร์เคสตราอย่าง แท้จริงจึงทำให้วงออร์เคสตราในสมัยนี้มีขนาดใหญ่ เนื่องจากความเจริญในทุก ๆ ด้านของสมัยนี้จึงทำให้ขนาดของวงออร์เคสตรามีความแตก ต่างกันออกไปตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจรวมถึงความเจริญทางด้านเทคโนโลยีได้มีการผลิต เครื่องดนตรีที่ใช้ไฟฟ้าที่เราเรียกว่า ซินธิไซเซอร์ซึ่งสามารถปรับแต่งเสียงเครื่อง ดนตรีได้เกือบทุกชนิด บางครั้งนำเข้ามาบรรเลงร่วมกับวงออร์เคสตรา จึงทำให้วงออร์เคสตราใน สมัยนี้มีหลายขนาด โดยปกติมักแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ วงออร์เคสตราขนาดเล็กมักประกอบด้วย ผู้เล่นไม่เกิน 60 คน และวงออร์เคสตราขนาดใหญ่มักประกอบด้วยผู้เล่นประมาณ 80 -100 คน ซึ่งจำนวนเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประพันธ์เพลงเช่นกันส่วนใหญ่ กลุ่มเครื่องสายจะเป็นอัตราส่วน 1 ใน 4 ของผู้เล่นทั้งหมด ส่วนเครื่องอื่น ๆ ก็แล้วแต่ความ เหมาะสมและความสมดุล

Thu, October 1 2015 » การศึกษา » Comments Off on ในสมัยนี้มีความสวยสดงดงามทำให้พัฒนาการของวงออร์เคสตรามาถึงจุดที่เป็นมาตรฐาน

การสนับสนุนและพัฒนาวงดนตรีออร์เคสตร้า


วงดนตรีสากลที่นิยมบรรเลงกัน มีการประสมวงอยู่หลายลักษณะที่เป็นที่รู้จักกันดี ได้แก่ วงเชมเบอร์ วงออร์เคสตรา วงคอมโบ และวงสตริงคอมโบซึ่งวงแต่ละประเภทก็จะมีการแบ่งแยกย่อยลงไปอีกตามลักษณะของเครื่องดนตรีที่นำเข้ามาใช้และจำนวนนักดนตรีที่ร่วมบรรเลง รวมไปถึงบทเพลงที่ใช้บรรเลงด้วย สำหรับวงดนตรีออร์เคสตราซึ่งเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่มีนักดนตรีจำนวนมาก เครื่องดนตรีมีหลายชนิด จำเป็นจะต้องมีวาทยกรหรือคอนดักเตอร์ทำหน้าที่ควบคุมวง เพื่อให้การบรรเลงดนตรีดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

วิวัฒนาการของวงออร์เคสตร้าเริ่มขึ้นในราว ค.ศ. ๑๖๐๐ ช่วงระยะเวลา ๔๐๐ ปี ทำให้ลักษณะของวงออร์เคสตร้าแตกต่างกันออกไปตามยุคตามสมัยของดนตรี ในยุคปัจจุบันขนาดของวงออร์เคสตร้าในปัจจุบันแตกต่างกันไปตามสภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมทั้งจุดมุ่งหมายของการบรรเลงเพลงด้วย โดยปกติจะแบ่งวงออร์เคสตร้าเป็น 2 ลักษณะคือวงออร์เคสตร้าขนาดเล็ก มักจะมีผู้เล่นไม่เกิน ๖๐ คน และวงออร์เคสตร้าขนาดใหญ่ มักจะมีผู้เล่นประมาณ ๘๐-๑๐๐ คน ซึ่งสองในสามของนักดนตรีจะเป็นกลุ่มเครื่องสาย หนึ่งในสี่จะเป็นนักดนตรีในกลุ่มเครื่องลม และเครื่องลมทองเหลือง ส่วนเครื่องตีจะเป็นนักดนตรีประมาณ ๔-๕ คน อัตราส่วนของการจัดวงออร์เคสตร้าเช่นนี้ ทำให้เสียงดนตรีที่ได้มีความสมดุลและเหมาะสม สำหรับวงดนตรีออร์เคสตราที่ใช้บรรเลงเพลงประเภทซิมโฟนีซึ่งเป็นบทเพลงที่มีการพัฒนาจนสมบรูณ์ที่สุด ซึ่งวงออร์เคสตราหรือวงดุริยางค์สากลมักใช้ประกอบการแสดงอุปรากรหรือโอเปราซึ่งจะใช้ผู้แสดงวงดนตรีไม่เกิน ๖ คน การแสดงเพื่อฟังเพลงโดยเฉพาะ

เครื่องดนตรีที่ใช้ในวงออเคสตร้า

– กลุ่มเครื่องสาย (Strings) ได้แก่  ไวโอลิน วิโอลา เชลโล ดับเบิลเบส และฮาร์ป
– กลุ่มเป่าลมไม้ (Woodwind) ได้แก่   ปิโกโล ฟลุต โอโบ คอร์อังแกลส์ คลาริเน็ต บาสซูน เบสคลาริเน็ต และคอนทราบาสซูน
– กลุ่มเป่าลมทองเหลือง (Brass) ได้แก่ ทรัมเป็ต ทรอมโบน ทูบา และเฟรน์ฮอร์น
– กลุ่มเครื่องตีและเครื่องประกอบจังหวะ (Percussion) ได้แก่ กลองใหญ่ ฉาบ ไทรแองเกิล กรับสเปนหรือแคสทาเน็ตส์ รำมะนาหรือแทมบูรีน เบล ก๊อง กลองทิมปานี และไซโลโฟน

Wed, August 19 2015 » การศึกษา » Comments Off on การสนับสนุนและพัฒนาวงดนตรีออร์เคสตร้า

วงออร์เคสตราเป็นรูปแบบขึ้นมาจนได้มาตรฐานในยุคนี้

s3

ออร์เคสตราเป็นภาษาเยอรมันตามความหมายรูปศัพท์ หมายถึง สถานที่เต้นรำซึ่งหมายถึงส่วนหน้าของโรงละครสมัยกรีกโบราณ ที่ใช้เป็นที่เต้นรำและร้องเพลง ของพวกนักร้องประสานเสียงสำหรับดนตรีตะวันตก ออร์เคสตรามีความหมายถึงวงซิมโฟนี ออร์เคสตรา ได้แก่ วงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสาย รวมกับเครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลือง และเครื่องตี ต่อมาในกลางศตวรรษที่ 18 คำว่า ออร์เคสตรา หมายถึง การแสดงของวงดนตรี ซึ่งเป็นความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามคำนี้ยังคงใช้ในอีกความหมายหนึ่ง คือ พื้นที่ระดับต่ำที่เป็นที่นั่งอยู่หน้าเวทีละคร และโรงแสดงคอนเสิร์ต

ระยะต่อมาในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 เมื่อเริ่มกำหนดจำนวนเครื่องดนตรีลงในบทเพลง การพัฒนาวงออร์เคสตราจึงเริ่มมีขึ้น ซึ่งในระยะแรกเป็นลักษณะของวงเครื่องสายออร์เคสตรา ซึ่งมีจำนวนผู้เล่นประมาณ 10-25 คน โดยบางครั้งอาจจจะมีมากกว่านี้ตามความต้องการของผู้ประพันธ์เพลง ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 วงออร์เคสตรามีการเพิ่มเครื่องลมไม้ และตอนปลายของยุคบาโรค ผู้ประพันธ์เพลงนิยมบอกจำนวนเครื่องดนตรีไว้ในบทเพลงโดยละเอียด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเครื่องลมทองเหลือง และเครื่องประกอบจังหวะในออร์เคสตรา

ราวกลางศตวรรษที่ 18 วงออร์เคสตราเป็นรูปแบบขึ้นมาจนได้มาตรฐานในยุคนี้ คือ ยุคคลาสสิก ซึ่งเหตุผลประการหนึ่ง คือ บทเพลงประเภทซิมโฟนีเป็นรูปแบบขึ้นมาในยุคนี้ จึงทำให้ต้องมีการจัดวงออร์เคสตราให้มีมาตรฐาน เพื่อใช้เล่นเพลงซิมโฟนี นอกจากนี้การบรรเลงบทเพลงประเภทคอนแชร์โต โอเปร่า และเพลงร้องเกี่ยวกับศาสนาก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาวงออร์เคสตราเป็นแบบแผนขึ้น แม้ว่าวงซิมโฟนีออร์เคสตราในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ยังคงมีบทบาทสำคัญในดนตรีตะวันตก ปัจจัยทางเศรษฐกิจก็มีส่วนในการกำหนดขนาดวงออร์เคสตราหรือแนวทางการประพันธ์เพลงเพื่อใช้กับวงออร์เคสตรา แต่สิ่งนี้ก็มิได้กีดกั้นการสร้างสรรค์ผลงานประเภทที่ใช้วงออร์เคสตราของผู้ประพันธ์เพลงแต่อย่างใด

Tue, July 28 2015 » การศึกษา » Comments Off on วงออร์เคสตราเป็นรูปแบบขึ้นมาจนได้มาตรฐานในยุคนี้