เรียนรู้อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด บล็อกเล่าเรื่องการศึกษา

การเรียนรู้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ควรจะเป็นการเรียนรู้ด้วยความเต็มใจ และออกมาจากใจที่ใฝ่หาความรู้จริง ๆ

เรียนรู้บทเพลงที่ใช้ในวงออร์เคสตรา

 

วงออร์เคสตราในปัจจุบัน มีความแตกต่างกันไปตามสภาพสังคม และเศรษฐกิจ รวมทั้งจุดมุ่งหมายการบรรเลงเพลงด้วย วันนี้เราจะพามารู้จักกับวงออร์เคสตรากันค่ะ ว่ามีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ

ซิมโฟนี (Symphony)

เป็นบทเพลงต้นแบบของเพลงประเภทต่างๆ ที่ใช้บรรเลงสำหรับวงซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่ง นิยมในยุคคลาสสิก (1750-1820) ส่วนใหญ่ประพันธ์โดยไฮเดิน (106 บท) โมซาร์ท (ประมาณ 50 บท) ในยุคโรแมนติกเป็นบทเพลงที่มีความไพเราะ สง่างามและแสดงออกถึงอารมณ์ จิตวิญญาณของดนตรีในยุคผู้ประพันธ์ที่สำคัญ เช่น ชูเบิร์ต ชูมานน์ เป็นต้น ซิมโฟนีโดยปกติ ประกอบด้วย 3-4 ท่อน โดยรูปแบบจังหวะแต่ละท่อนเป็นเร็ว-ช้า-เร็ว หรือ เร็ว-ช้า-เร็ว ปานกลาง-เร็ว

คอนแชร์โต (Concerto)

เป็นบทเพลงสำหรับเครื่องดนตรีเดี่ยวเพื่อแสดงฝีมือของผู้บรรเลงร่วมบรรเลงกับวงออร์เคสตรา เกิดขึ้นในยุคบาโรกและมีแบบแผนที่เป็นมาตรฐานในยุคคลาสสิก ด้านรูปแบบมีลักษณะคล้ายกับซิมโฟนีแต่มีเพียง 3 ท่อน ประกอบด้วย เร็ว-ช้า-เร็ว คอนแชร์โตที่นิยม คือ เปียโนคอนแชร์โตและไวโอลินคอนแชร์โต

โอเปรา (Opera)

เป็นละครเพลงร้องที่ใช้วงออร์เคสตราในการบรรเลงดนตรีประกอบ และดำเนินเรื่องใช้การร้องเป็นหลัก โอเปราแบ่งได้ 2 ประเภท คือ โอเปรา ซีเรีย (Opera Seria) เป็นเรื่องราว เกี่ยวกับชนชั้นสูง เนื้อหาเกี่ยวกับโศกนาฏกรรม ความรัก และโอเปรา ชวนหัว (Comic Opera, Opera buffa) เนื้อหาเป็นเรื่องสามัญชนทั่วไป แนวสนุกสนาน ตลกขบขัน ดำเนินเรื่องรวดเร็ว
บางโอกาสอาจมีโอเปราอีก 2 ประเภท คือ โอเปเรตตา (Operetta) เป็นโอเปราขนาดเล็ก มีแนวสนุกสนานทันสมัย ใช้การพูดแทนการร้องในบทสนทนา และคอนทินิวอัสโอเปรา (Continuous Opera) เป็นโอเปราที่ใช้ดนตรีเชื่อมโยงเรื่องราวตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ

ดนตรีบรรยายเรื่องราว (Simphonic poem)

เป็นบทเพลงที่ใช้เสียงดนตรีสื่อความหมายต่างๆ หรือเล่าเรื่องราวตามความมุ่งหมายของ ผู้ประพันธ์ ซึ่งอาจเป็นการเล่าเรื่องราวหรือบรรยายภาพในลักษณะการเลียนเสียงธรรมชาติ เช่น น้ำไหล นกร้อง เป็นต้น บทเพลงประเภทนี้จะสื่ออารมณ์ความรู้สึกอย่างชัดเจน เกิดขึ้นใน ยุคโรแมนติกและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

บัลเลต์ (Ballet)

เป็นบทเพลงที่ใช้สำหรับประกอบการแสดงละครคล้าย โอเปร่า แต่ไม่มีบทร้อง ผู้แสดงใช้การเต้นบรรยายแทนการสนทนา ผู้ประดิษฐ์ท่าทางมีความสำคัญมากเพราะต้องสื่อเนื้อหาที่เข้ากับดนตรีและเนื้อเรื่อง ดนตรีบัลเลต์จัดเป็นดนตรีที่บรรเลงด้วยวงออร์เคสตร้าที่มีความไพเราะสามารถฟังได้โดยไม่ต้องมีการแสดงประกอบแต่ประการใด

Sat, November 15 2014 » การศึกษา » Comments Off

การศึกษาการเรียบเรียงเสียงประสานสำหรับวงออร์เคสตรา

บทประพันธ์ประเภทที่บรรเลงโดยวงออร์เคสตรามีหลายประเภท เช่น ซิมโฟนี ดนตรีบรรยายเรื่องราว โอเปรา เป็นต้น การประพันธ์เพลงสำหรับวงออร์เคสตราเป็นศิลปะและศาสตร์ที่จะต้องศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะเครื่องดนตรีในวงออร์เคสตรามีหลายชนิด ผู้ประพันธ์ต้องศึกษาเกี่่ยวกับธรรมชาติของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้น ข้อจำกัดของเครื่องดนตรีเพื่อจะวางแนวการประพันธ์ให้เหมาะสม นอกจากนี้ผู้ประพันธ์ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเรียบเรียงเสียงประสาน ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งของทฤษฎีดนตรี ผู้ประพันธ์ในลักษณะนี้จะเป็นผู้คิดทำนองเพลงขึ้น เรียบเรียงเสียงประสานเพื่อวงออร์เคสตราด้วยตนเองทั้งหมด ซึ่งนักประพันธ์เพลงในลักษณะนี้เรียกว่า Composer ส่วนผู้ประพันธ์เพลงที่แต่งทำนองขึ้นมามักเรียกว่า Song writer และจะมีผู้เรียบเรียงเสียงประสานต่างหาก ซึ่งมีหน้าที่นำทำนองเพลงมาสอดใส่เติมแต่งเรื่องการประสานเสียง การกำหนดเครื่องดนตรีที่จะบรรเลง ผู้ทำหน้าที่นี้เรียกว่า Arranger ซึ่งเพลงสมัยนิยมมักจะมีผู้เขียนเพลงและผู้เรียบเรียงเสียงประสานคนละคนกัน จึงเห็นได้ว่า ผู้ประพันธ์เพลงคลาสสิกเป็นนักประพันธ์เพลงที่ต้องศึกษาดนตรีมาเป็นอย่างดี ต้องเป็นทั้งผู้สร้างสรรค์ทำนอง ตลอดจนทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกว่าดนตรี นอกจากนี้บทเพลงประเภทคลาสสิกมักจะมีความยาวมาก เนื้อหาสาระในบทเพลงจึงต้องมีมากตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า บทเพลงที่บรรเลงด้วยวงออร์เคนตราเป็นโน้ตดนตรีที่เขียนให้แต่ละเครื่องมือใช้บรรเลง โน้ตเพลงที่บรรเลงด้วยวงออร์เคสตราจึงต้องมีการแยกออกไปเป็นของแต่ละเครื่องมือ นอกจากนี้ยังมีโน้ตที่รวมเครื่องดนตรีไว้ด้วยกัน เรียกว่า สกอร์ ( Scores ) เพื่อให้ผู้อำนวยเพลงใช้ในการกำกับวงออร์เคสตรา เพื่อให้ผลรวมของการบรรเลงออกมาเป็นบทเพลงเดียวกัน ผู้อำนวยเพลงจึงมีความสำคัญมากในวงออร์เคสตรา เพราะต้องคอยฟังและดูโน้ตเพลงให้เป็นไปตามความต้องการของผู้ประพันธ์เพลงที่เขียนเอาไว้

โน้ตเพลงของผู้อำนวยเพลงมีรูปแบบที่แน่นอน โดยมีการจัดแบ่งโน้ตของเครื่องดนตรีแต่ละขนิดแยกออกจากกันเป็นแนว ๆ ไป โดยมีการเีรียงลำดับจากบรรทัดบนลงมาถึงบรรทัดล่างสุด ดังนี้ เครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลือง เครื่องตี ฮาร์พ เครื่องสายต่าง ๆ ถ้ามีแนวร้อง อาจจะอยู่เหนือแนวของเครื่องสาย หรืออยู่ระหว่างแนวของ วิโอลาและเชลโล

วงออร์เคสตราจัดได้ว่าเป็นวงดนตรีมาตรฐานสำหรับการบรรเลงดนตรีคลาสสิก บทเพลงที่ใช้บรรเลงกับวงออร์เคสตรามีอยู่หลายประเภทดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น เพลงซิมโฟนี เพลงบรรยายเรื่องราว อุปรากร ( Opera ) เป็นต้น นอกจากนี้ในสมัยปัจจุบันมีผู้เรียบเรียงเสียงประสานหลายคนนำเอาเพลงสมัยนิยมมาเรียบเรียงเสียงประสานให้วงออร์เคสตราบรรเลง ซึ่งอาจหาฟังได้ทั่วไป

บทบาทของวงออร์เคสตรามีมากมายในดนตรีประเภทคลาสสิกและดนตรีประเภทอื่น ๆ การเรียนรู้เรื่องวงออร์เคสตราจึงสามารถทำให้ผู้ฟังเข้าใจดนตรีได้ดีขึ้น และเป็นพื้นฐานความเข้าใจในเรื่องบทเพลงประเภทต่าง ๆ เป็นลำดับไปด้วย

Sat, October 11 2014 » การศึกษา » Comments Off

การริเริ่มเรียนรู้ดนตรีตั้งแต่ยังเด็กจะสามารถพัฒนาได้ดีกว่าผู้ใหญ่

ดนตรีก่อเกิดเพราะการได้ยินเสียงจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวของมนุษย์ มีการรับรู้ เลียนแบบ ศึกษาจังหวะ ระดับเสียง ความดัง-เบา ความกลมกลืนและแตกต่างของเสียงแต่ละประเภท จากใกล้ตัวที่สุดคือชีพจรการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหวร่างกาย ไปถึงเสียงจากธรรมชาติและสัตว์นานา ดนตรีสากลหรือดนตรีตะวันตกมีพื้นฐานจากความมุ่งหวังไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า จากหลักปรัชญากรีกโบราณในราวช่วงปี 800 ก่อนคริสตกาล ที่เน้นความสำคัญของการสร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วยการเล่นกีฬา และงดงามของจิตใจด้วยศิลปะ บทกวี ดนตรี การละคร และระบำรำฟ้อน เพื่อสร้างสรรค์ให้มนุษย์สมบูรณ์

ยุคสมัยต่างๆเป็นตัวแบ่งเหตุการณ์ต่างๆบนโลก โดยเริ่มต้นตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ สมัยอารยธรรมโบราณ สมัยต้นและกลางคริสต์ศตวรรษ สมัยบาโรค สมัยคลาสสิค สมัยโรแมนติค และสมัยปัจจุบัน การดนตรีในยุคต่างๆก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถบ่งบอกได้ว่ามาจากยุคใดและมีบทบาทอย่างไร ดนตรีในสมัยดึกดำบรรพ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากกว่าในสมัยปัจจุบัน เป็นการแสดงออกถึงจิตวิทยา สังคม ศาสนา สิ่งสักการะบูชา และภาษา เพลงทุกเพลงในสมัยดั้งเดิมจะต้องมีความหมายทั้งสิ้น การจะเข้าใจในเพลงนั้นๆอย่างถูกต้องแท้จริงจะต้องไปศึกษาจากชาวพื้นเมืองที่เป็นเจ้าของบทเพลงนั้น

การเรียนดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก

จะได้เปรียบตรงที่กล้ามเนื้อมือและการเรียนรู้ของเด็กจะสามารถพัฒนาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ เด็กสามารถบรรเลงเทคนิคต่างๆ เรียนรู้ทฤษฎี และสามารถพัฒนาฝีมือการบรรเลงได้ดีขึ้นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด จนวันหนึ่งเด็กอาจสามารถทำได้ดีกว่าครูด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่จะพัฒนากล้ามเนื้อมือได้ไม่ดีเท่าเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเรียนรู้ทฤษฎี ข้อปฏิบัติ และรับการถ่ายทอดจากครูได้ดีกว่าเด็ก เนื่องจากผู้ใหญ่มีสมองที่ได้รับการพัฒนาแล้วจึงมีความรู้ความเข้าใจที่จะสามารถประยุกต์และบูรณาการความรู้ได้มากกว่าเด็ก

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนดนตรี

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ คือการฝึกซ้อมและความตั้งใจ การเรียนดนตรีนั้นเป็นทักษะด้านการปฏิบัติ ดังนั้นยิ่งซ้อมก็ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งทำได้ดีขึ้น หากผู้เรียนยิ่งฝึกซ้อมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพัฒนาฝีมือได้มากเท่านั้น และยิ่งผู้เรียนพัฒนาขึ้นเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าครูประสบความสำเร็จในการสอนมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้เรียนสามารถพัฒนาได้เก่งมากกว่าครูผู้สอนก็ยิ่งเป็นความสำเร็จสูงสุดอย่างแท้จริงในการเรียนดนตรีของทั้งผู้สอนและผู้เรียน

Mon, September 29 2014 » การศึกษา » Comments Off

การศึกษาด้านวงดนตรีออร์เคสตราและประเภทต่าง ๆ ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด

4

ออร์เคสตราเป็นภาษาเยอรมันตามความหมายรูปศัพท์หมายถึง สถานที่เต้นรำซึ่งหมายถึงส่วนหน้าเวทของโรงละครสมัยกรีกโบราณที่ใช้เป็นที่เต้นรำและร้องเพลงของพวกนักร้องประสานเสียงออร์เคสตราเป็นคำที่ใช้กับวงดนตรีทุกประเภท เช่น วงดนตรีของชาวอินโดนีเซียเรียกว่า วงกาเมสันออร์เคสตรา หรือวงกากากุออร์เคสตราของญี่ปุ่น เป็นต้น สำหรับดนตรีตะวันตก ออร์เคสตรามีความหมายถึง วงซิมโฟนีออร์เคสตรา ได้แก่ วงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายรวมทั้งเครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลืองและเครื่องตี ความหมายของออร์เคสตราเปลี่ยนไปในสมัยกลางโดยหมายถึงตัวเวทีที่ใช้แสดงเท่านั้น ต่อมาในกลางศตวรรษที่ 18 คำว่าออร์เคสตราหมายถึงการแสดงของวงดนตรีซึ่งเป็นความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างไรก็ตามคำนี้ยังคงใช้ในอีกความหมายหนึ่งคือพื้นที่ระดับต่ำที่เป็นที่นั่งอยู่หน้าเวทีละครและโรงแสดงคอนเสิร์ต

ในขณะที่การใช้เครื่องดนตรีเล่นทำนองเดียวกับการร้องในยุคเมดิอีวัลและริเนซองส์ แต่ไม่มีการระบุแน่นอนถึงเครื่องดนตรีหรือจำนวนเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงแต่ประการใดระยะต่อมาในศตวรรษที่ 16 เมื่อมี อุปรากรเกิดขึ้นความจำเป็นในการกำหนดจำนวนเครื่องดนตรีก็เกิดขึ้นเพราะต้องการให้เครื่องบรรเลงกลมกลืนกับเสียงร้องของนักร้อง ใน โอเปราเรื่องมอนเทแวร์ดิเริ่มกำหนดจำนวนเครื่องลงในบทเพลง การพัฒนาวงออร์เคสตราจึงเริ่มมีขึ้น ซึ่งในระยะแรกเป็นลักษณะของวงเครื่องสายออร์เคสตรา ซึ่งมีจำนวนผู้บรรเลงประมาณ 10 – 20 คน โดยบางครั้งอาจจะมีมากกว่านี้ตามความต้องการของผู้ประพันธ์เพลง ในศตวรรษที่ 17 วงออร์เคสตรามีการเพิ่มเครื่องลมไม้และตอนปลายของยุคบาโรค ผู้ประพันธ์เพลงนิยมบอกจำนวนของเครื่องดนตรีไว้ในบทเพลงโดยละเอียด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเครื่องลมทองเหลืองและเครื่องประกอบจังหวะในวงออร์เคสตรา

ราวกลางศตวรรษที่ 18 การเปลี่ยนแปลงวงออร์เคสตรามีอย่างมากมายเครื่องสายทุกชนิดมีการจัดระบบจนมีลักษณะคล้ายคลึงกับวงออร์เคสตราในปัจจุบัน โดยมีการนำเครื่องดนตรีบางชิ้นมาแทนที่เครื่องดนตรีที่เคยใช้กัน เช่น การนำฟลูท มาแทนขลุยริคอเดอร์ การเพิ่มคลาริเนท เข้ามาในกลุ่มเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ เป็นต้น กล่าวได้ว่าวงออร์เคสตราเป็นรูปแบบขึ้นมาจนเป็นมาตรฐานในยุคนี้ คือยุคคลาสสิกซึ่งเหตุผลประการหนึ่งคือบทเพลงซิมโฟนีเป็นรูปแบบขึ้นมาในยุคนี้ จึงทำให้ต้องมีการจัดวงออร์เคสตราให้มีมาตรฐานเพื่อใช้เล่นเพลงซิมโฟนี  นอกจากนี้การบรรเลงบทเพลงประเภทคอนแชร์โต โอเปรา และเพลงร้องเกี่ยวกับศาสนาก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาวงออร์เคสตราเป็นแบบแผนขึ้น กล่าวคือการมีเครื่องดนตรีครบทุกประเภท ได้แก่ เครื่องสาย เครื่องลมไม้ เครื่องเป่าและเครื่องตี โดยในแต่ละเครื่องดนตรีมีเครื่องดนตรีพื้นฐานครบถ้วนกล่าวคือในกลุ่มเครื่องสายประกอบด้วย ไวโอลิน วิโอลา วิโอลอนเชลโลและดับเบิลเบส ในกลุ่มเครื่องลมไม้ประกอบไปด้วย ฟลุท คลาริเนท โอโบ บาซูน ในกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองประกอบด้วย ฮอร์น ทรัมเปท ทรอมโบนและทูบา ในกลุ่มเครื่องตี มักจะมีกลองทิมพานี กลองใหญ่และเครื่องทำจังหวะอื่น ๆ การจัดวงรายละเอียดจะมีแตกต่างกันไปบ้างตามความต้องการของผู้ประพันธ์เพลง เช่น บางครั้งอาจจะมี ฮาร์พ ปิกโกโล เพิ่มเข้าไปด้วยเป็นต้น

Wed, August 27 2014 » การศึกษา » Comments Off

วงดนตรีออเคสตร้าเป็นวงที่ได้รับความสนใจจากหลายสถาบันการศึกษา

วงออร์เคสตรา หรือวงดุริยางค์ เป็นภาษาเยอรมัน ที่หมายถึง สถานที่เต้นรำ เป็นส่วนหน้าเวทีของโรงละครสมัยกรีกโบราณในยุคกลาง ความหมายได้เปลี่ยนเป็นเวทีที่ใช้แสดงเท่านั้นและใน กลางศตวรรษที่ 18 วง ออร์เคสตรา หมายถึง การแสดงของวงดนตรี ซึ่งใช้มาจนปัจจุบัน อีกนัยหนึ่งก็ยังหมายถึง พื้นที่ระดับต่ำที่เป็นที่นั่งอยู่หน้าเวที ละคร และการแสดงคอนเสิร์ต

ในระยะแรกการใช้เครื่องดนตรีไม่มีการระบุแน่นอนว่ามีการบรรเลงเป็นอย่างไร ต่อมาในระยะศตวรรษที่ 16 มี โอเปราเกิดขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องการให้มีการบรรเลงกลมกลืนกับนักร้องจึง เริ่มมีการกำหนดเครื่องดนตรีลงในบทเพลงโดยเป็นลักษณะของวงเครื่องสายออร์เค สตรา (String Orchestra) มีผู้เล่นจำนวน 10-25 คน ในศตวรรษที่ 17 เริ่มมีการเพิ่มเครื่องลมไม้ และในตอนปลายยุคบาโรก (ประมาณ ค.ศ. 1750) ผู้ประพันธ์เพลงเริ่มระบุจำนวนเครื่องดนตรีไว้ในบทเพลงโดยละเอียด มีการเพิ่มเครื่องลมทองเหลือง และเครื่องประกอบจังหวะ

วงออร์เคสตราเริ่มมีการพัฒนารูปแบบจนได้มาตรฐานในยุค คลาสสิก (ศตวรรษที่ 18) บทเพลงประเภทซิมโฟนีมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลาย ได้แก่ บทเพลงประเภท คอนแชร์โต โอเปรา และเพลงร้องเกี่ยวกับศาสนา

นอกจากนี้ในวงออร์เคสตรายังมีเครื่องดนตรีแต่ละประเภทครบถ้วน คือ ในกลุ่มเครื่องสายประกอบด้วย ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และดับเบิลเบส ในกลุ่มเครื่องลมไม้ ประกอบด้วยฟลูต คลาริเน็ต โอโบ บา สซูน ในกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองประกอบด้วย ฮอร์น ทรัมเป็ต ทรอมโบน และทูบาและในกลุ่มเครื่องตีประกอบด้วย กลองทิมปานี กลองใหญ่ และเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามความต้องการของผู้ประพันธ์เพลง

ต่อมาในยุคโรแมนติก วงออร์เคสตราเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่และสื่ออารมณ์ของบทเพลงให้ชัดเจน ความนิยมในบทเพลงประเภทบรรยายเรื่องราว (Symphonic poem) ทำให้วงออร์เคสตรามีผู้แสดงถึง 100 คน และนับว่าเป็นการพัฒนาถึงขีดสุดจนถึงยุคศตวรรษที่ 20 เนื่องจากผลกระทบหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้วงมีขนาด ลดลงซึ่งในการจัดวงนั้นก็ขึ้นกับปัจจัยทางสังคม เช่น เศรษฐกิจ การเมือง เป็นต้น เช่นเดียวกับการประพันธ์บทเพลง

และในปัจจุบันจะเห็นว่าหลายสถาบันนั้นให้การสนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษา มาเล่นดนตรีพวกนี้ และที่เห็นได้ชัดตามที่เป็นข่าวนั้นว่ามีสถบาบันดังได้มีการส่งนักเรียน นักศึกษาไปแข่งขันระดับโลกด้วย ซึ่งถือว่าวงดนตรีออเคสตร้านั้นได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น

Thu, July 31 2014 » การศึกษา » Comments Off