เรียนรู้อย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด บล็อกเล่าเรื่องการศึกษา

การเรียนรู้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด ควรจะเป็นการเรียนรู้ด้วยความเต็มใจ และออกมาจากใจที่ใฝ่หาความรู้จริง ๆ

การริเริ่มเรียนรู้ดนตรีตั้งแต่ยังเด็กจะสามารถพัฒนาได้ดีกว่าผู้ใหญ่

ดนตรีก่อเกิดเพราะการได้ยินเสียงจากธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวของมนุษย์ มีการรับรู้ เลียนแบบ ศึกษาจังหวะ ระดับเสียง ความดัง-เบา ความกลมกลืนและแตกต่างของเสียงแต่ละประเภท จากใกล้ตัวที่สุดคือชีพจรการเต้นของหัวใจ การเคลื่อนไหวร่างกาย ไปถึงเสียงจากธรรมชาติและสัตว์นานา ดนตรีสากลหรือดนตรีตะวันตกมีพื้นฐานจากความมุ่งหวังไปสู่ชีวิตที่ดีกว่า จากหลักปรัชญากรีกโบราณในราวช่วงปี 800 ก่อนคริสตกาล ที่เน้นความสำคัญของการสร้างร่างกายให้แข็งแรงด้วยการเล่นกีฬา และงดงามของจิตใจด้วยศิลปะ บทกวี ดนตรี การละคร และระบำรำฟ้อน เพื่อสร้างสรรค์ให้มนุษย์สมบูรณ์

ยุคสมัยต่างๆเป็นตัวแบ่งเหตุการณ์ต่างๆบนโลก โดยเริ่มต้นตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ สมัยอารยธรรมโบราณ สมัยต้นและกลางคริสต์ศตวรรษ สมัยบาโรค สมัยคลาสสิค สมัยโรแมนติค และสมัยปัจจุบัน การดนตรีในยุคต่างๆก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สามารถบ่งบอกได้ว่ามาจากยุคใดและมีบทบาทอย่างไร ดนตรีในสมัยดึกดำบรรพ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของมนุษย์มากกว่าในสมัยปัจจุบัน เป็นการแสดงออกถึงจิตวิทยา สังคม ศาสนา สิ่งสักการะบูชา และภาษา เพลงทุกเพลงในสมัยดั้งเดิมจะต้องมีความหมายทั้งสิ้น การจะเข้าใจในเพลงนั้นๆอย่างถูกต้องแท้จริงจะต้องไปศึกษาจากชาวพื้นเมืองที่เป็นเจ้าของบทเพลงนั้น

การเรียนดนตรีตั้งแต่ยังเด็ก

จะได้เปรียบตรงที่กล้ามเนื้อมือและการเรียนรู้ของเด็กจะสามารถพัฒนาได้ดีกว่าผู้ใหญ่ เด็กสามารถบรรเลงเทคนิคต่างๆ เรียนรู้ทฤษฎี และสามารถพัฒนาฝีมือการบรรเลงได้ดีขึ้นเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด จนวันหนึ่งเด็กอาจสามารถทำได้ดีกว่าครูด้วยซ้ำไป ถึงแม้ว่าผู้ใหญ่จะพัฒนากล้ามเนื้อมือได้ไม่ดีเท่าเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถเรียนรู้ทฤษฎี ข้อปฏิบัติ และรับการถ่ายทอดจากครูได้ดีกว่าเด็ก เนื่องจากผู้ใหญ่มีสมองที่ได้รับการพัฒนาแล้วจึงมีความรู้ความเข้าใจที่จะสามารถประยุกต์และบูรณาการความรู้ได้มากกว่าเด็ก

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียนดนตรี

ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือเป็นผู้ใหญ่ คือการฝึกซ้อมและความตั้งใจ การเรียนดนตรีนั้นเป็นทักษะด้านการปฏิบัติ ดังนั้นยิ่งซ้อมก็ยิ่งเข้าใจ ยิ่งเข้าใจก็ยิ่งทำได้ดีขึ้น หากผู้เรียนยิ่งฝึกซ้อมมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งพัฒนาฝีมือได้มากเท่านั้น และยิ่งผู้เรียนพัฒนาขึ้นเท่าไหร่ก็เท่ากับว่าครูประสบความสำเร็จในการสอนมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้เรียนสามารถพัฒนาได้เก่งมากกว่าครูผู้สอนก็ยิ่งเป็นความสำเร็จสูงสุดอย่างแท้จริงในการเรียนดนตรีของทั้งผู้สอนและผู้เรียน

Mon, September 29 2014 » การศึกษา » Comments Off

การศึกษาด้านวงดนตรีออร์เคสตราและประเภทต่าง ๆ ของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด

4

ออร์เคสตราเป็นภาษาเยอรมันตามความหมายรูปศัพท์หมายถึง สถานที่เต้นรำซึ่งหมายถึงส่วนหน้าเวทของโรงละครสมัยกรีกโบราณที่ใช้เป็นที่เต้นรำและร้องเพลงของพวกนักร้องประสานเสียงออร์เคสตราเป็นคำที่ใช้กับวงดนตรีทุกประเภท เช่น วงดนตรีของชาวอินโดนีเซียเรียกว่า วงกาเมสันออร์เคสตรา หรือวงกากากุออร์เคสตราของญี่ปุ่น เป็นต้น สำหรับดนตรีตะวันตก ออร์เคสตรามีความหมายถึง วงซิมโฟนีออร์เคสตรา ได้แก่ วงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายรวมทั้งเครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลืองและเครื่องตี ความหมายของออร์เคสตราเปลี่ยนไปในสมัยกลางโดยหมายถึงตัวเวทีที่ใช้แสดงเท่านั้น ต่อมาในกลางศตวรรษที่ 18 คำว่าออร์เคสตราหมายถึงการแสดงของวงดนตรีซึ่งเป็นความหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างไรก็ตามคำนี้ยังคงใช้ในอีกความหมายหนึ่งคือพื้นที่ระดับต่ำที่เป็นที่นั่งอยู่หน้าเวทีละครและโรงแสดงคอนเสิร์ต

ในขณะที่การใช้เครื่องดนตรีเล่นทำนองเดียวกับการร้องในยุคเมดิอีวัลและริเนซองส์ แต่ไม่มีการระบุแน่นอนถึงเครื่องดนตรีหรือจำนวนเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงแต่ประการใดระยะต่อมาในศตวรรษที่ 16 เมื่อมี อุปรากรเกิดขึ้นความจำเป็นในการกำหนดจำนวนเครื่องดนตรีก็เกิดขึ้นเพราะต้องการให้เครื่องบรรเลงกลมกลืนกับเสียงร้องของนักร้อง ใน โอเปราเรื่องมอนเทแวร์ดิเริ่มกำหนดจำนวนเครื่องลงในบทเพลง การพัฒนาวงออร์เคสตราจึงเริ่มมีขึ้น ซึ่งในระยะแรกเป็นลักษณะของวงเครื่องสายออร์เคสตรา ซึ่งมีจำนวนผู้บรรเลงประมาณ 10 – 20 คน โดยบางครั้งอาจจะมีมากกว่านี้ตามความต้องการของผู้ประพันธ์เพลง ในศตวรรษที่ 17 วงออร์เคสตรามีการเพิ่มเครื่องลมไม้และตอนปลายของยุคบาโรค ผู้ประพันธ์เพลงนิยมบอกจำนวนของเครื่องดนตรีไว้ในบทเพลงโดยละเอียด นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเครื่องลมทองเหลืองและเครื่องประกอบจังหวะในวงออร์เคสตรา

ราวกลางศตวรรษที่ 18 การเปลี่ยนแปลงวงออร์เคสตรามีอย่างมากมายเครื่องสายทุกชนิดมีการจัดระบบจนมีลักษณะคล้ายคลึงกับวงออร์เคสตราในปัจจุบัน โดยมีการนำเครื่องดนตรีบางชิ้นมาแทนที่เครื่องดนตรีที่เคยใช้กัน เช่น การนำฟลูท มาแทนขลุยริคอเดอร์ การเพิ่มคลาริเนท เข้ามาในกลุ่มเครื่องดนตรีประเภทเครื่องลมไม้ เป็นต้น กล่าวได้ว่าวงออร์เคสตราเป็นรูปแบบขึ้นมาจนเป็นมาตรฐานในยุคนี้ คือยุคคลาสสิกซึ่งเหตุผลประการหนึ่งคือบทเพลงซิมโฟนีเป็นรูปแบบขึ้นมาในยุคนี้ จึงทำให้ต้องมีการจัดวงออร์เคสตราให้มีมาตรฐานเพื่อใช้เล่นเพลงซิมโฟนี  นอกจากนี้การบรรเลงบทเพลงประเภทคอนแชร์โต โอเปรา และเพลงร้องเกี่ยวกับศาสนาก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การพัฒนาวงออร์เคสตราเป็นแบบแผนขึ้น กล่าวคือการมีเครื่องดนตรีครบทุกประเภท ได้แก่ เครื่องสาย เครื่องลมไม้ เครื่องเป่าและเครื่องตี โดยในแต่ละเครื่องดนตรีมีเครื่องดนตรีพื้นฐานครบถ้วนกล่าวคือในกลุ่มเครื่องสายประกอบด้วย ไวโอลิน วิโอลา วิโอลอนเชลโลและดับเบิลเบส ในกลุ่มเครื่องลมไม้ประกอบไปด้วย ฟลุท คลาริเนท โอโบ บาซูน ในกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองประกอบด้วย ฮอร์น ทรัมเปท ทรอมโบนและทูบา ในกลุ่มเครื่องตี มักจะมีกลองทิมพานี กลองใหญ่และเครื่องทำจังหวะอื่น ๆ การจัดวงรายละเอียดจะมีแตกต่างกันไปบ้างตามความต้องการของผู้ประพันธ์เพลง เช่น บางครั้งอาจจะมี ฮาร์พ ปิกโกโล เพิ่มเข้าไปด้วยเป็นต้น

Wed, August 27 2014 » การศึกษา » Comments Off

วงดนตรีออเคสตร้าเป็นวงที่ได้รับความสนใจจากหลายสถาบันการศึกษา

วงออร์เคสตรา หรือวงดุริยางค์ เป็นภาษาเยอรมัน ที่หมายถึง สถานที่เต้นรำ เป็นส่วนหน้าเวทีของโรงละครสมัยกรีกโบราณในยุคกลาง ความหมายได้เปลี่ยนเป็นเวทีที่ใช้แสดงเท่านั้นและใน กลางศตวรรษที่ 18 วง ออร์เคสตรา หมายถึง การแสดงของวงดนตรี ซึ่งใช้มาจนปัจจุบัน อีกนัยหนึ่งก็ยังหมายถึง พื้นที่ระดับต่ำที่เป็นที่นั่งอยู่หน้าเวที ละคร และการแสดงคอนเสิร์ต

ในระยะแรกการใช้เครื่องดนตรีไม่มีการระบุแน่นอนว่ามีการบรรเลงเป็นอย่างไร ต่อมาในระยะศตวรรษที่ 16 มี โอเปราเกิดขึ้นทำให้มีความจำเป็นต้องการให้มีการบรรเลงกลมกลืนกับนักร้องจึง เริ่มมีการกำหนดเครื่องดนตรีลงในบทเพลงโดยเป็นลักษณะของวงเครื่องสายออร์เค สตรา (String Orchestra) มีผู้เล่นจำนวน 10-25 คน ในศตวรรษที่ 17 เริ่มมีการเพิ่มเครื่องลมไม้ และในตอนปลายยุคบาโรก (ประมาณ ค.ศ. 1750) ผู้ประพันธ์เพลงเริ่มระบุจำนวนเครื่องดนตรีไว้ในบทเพลงโดยละเอียด มีการเพิ่มเครื่องลมทองเหลือง และเครื่องประกอบจังหวะ

วงออร์เคสตราเริ่มมีการพัฒนารูปแบบจนได้มาตรฐานในยุค คลาสสิก (ศตวรรษที่ 18) บทเพลงประเภทซิมโฟนีมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลาย ได้แก่ บทเพลงประเภท คอนแชร์โต โอเปรา และเพลงร้องเกี่ยวกับศาสนา

นอกจากนี้ในวงออร์เคสตรายังมีเครื่องดนตรีแต่ละประเภทครบถ้วน คือ ในกลุ่มเครื่องสายประกอบด้วย ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และดับเบิลเบส ในกลุ่มเครื่องลมไม้ ประกอบด้วยฟลูต คลาริเน็ต โอโบ บา สซูน ในกลุ่มเครื่องลมทองเหลืองประกอบด้วย ฮอร์น ทรัมเป็ต ทรอมโบน และทูบาและในกลุ่มเครื่องตีประกอบด้วย กลองทิมปานี กลองใหญ่ และเครื่องประกอบจังหวะอื่นๆ ซึ่งจะมีรายละเอียดตามความต้องการของผู้ประพันธ์เพลง

ต่อมาในยุคโรแมนติก วงออร์เคสตราเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้น ทั้งนี้ก็เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่และสื่ออารมณ์ของบทเพลงให้ชัดเจน ความนิยมในบทเพลงประเภทบรรยายเรื่องราว (Symphonic poem) ทำให้วงออร์เคสตรามีผู้แสดงถึง 100 คน และนับว่าเป็นการพัฒนาถึงขีดสุดจนถึงยุคศตวรรษที่ 20 เนื่องจากผลกระทบหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้วงมีขนาด ลดลงซึ่งในการจัดวงนั้นก็ขึ้นกับปัจจัยทางสังคม เช่น เศรษฐกิจ การเมือง เป็นต้น เช่นเดียวกับการประพันธ์บทเพลง

และในปัจจุบันจะเห็นว่าหลายสถาบันนั้นให้การสนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษา มาเล่นดนตรีพวกนี้ และที่เห็นได้ชัดตามที่เป็นข่าวนั้นว่ามีสถบาบันดังได้มีการส่งนักเรียน นักศึกษาไปแข่งขันระดับโลกด้วย ซึ่งถือว่าวงดนตรีออเคสตร้านั้นได้รับความนิยมจากทั่วทุกมุมโลก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น

Thu, July 31 2014 » การศึกษา » Comments Off

ดนตรีออเคสต้าช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้กับเด็ก

ดนตรีสามารถนำมาใช้เพื่อเสริมการสอนได้ และนำมาเป็นสื่อการสอนตามแนวคิด สามารถช่วยเสริมพัฒนาการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้สมองเกิดการเรียนรู้ได้รวดเร็ว ช่วยพัฒนาการด้านไหวพริบได้แทบทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเล่นดนตรีสามารถกระตุ้นพัฒนาการด้านภาษา ตรรกะ มาจากการอ่านโน้ตและจังหวะของดนตรี เพราะการเล่นดนตรีเป็นการนำสมองหลายๆส่วนไปใช้งานพร้อมๆกันเพื่อประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว ว่าตัวโน้ตมีจังหวะอย่างไร มีจังหวะอย่างไร และสื่ออารมณ์ให้ผู้ฟังอย่างไร ช่วยในด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย นอกจากนี้หากเล่นเป็นวงยังช่วยสร้างมนุษย์สัมพันธ์อันดีให้กับเพื่อนร่วมวง เกิดความสามัคคีในหมู่คณะ

เมื่อเร็วๆนี้ในประเทศออสเตรเลียได้มีการจัดวงดนตรีออเคสต้าขึ้นให้กับนักเรียนประถม 2,150 แห่ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นการรวมวงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยหลายฉบับ ทำให้ผู้ปกครองออกมาผลักดันให้มีการสอนดนตรีให้กับเด็กๆ เพราะในประเทศออสเตรเลียมีการเปิดสอนในวิชาดนตรีค่อนข้างน้อย งานวิจัยที่เป็นแรงผลักดันได้ยืนยันว่า ดนตรีมีส่วนช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กๆ การเริ่มเรียนดนตรีตั้งแต่เด็กจะได้เปรียบตรงที่ กล้ามเนื้อมือมีการเรียนรู้ได้ไวกว่าผู้ใหญ่ จนวันหนึ่งเด็กนั้นสามารถทำได้ดีกว่าครูด้วยซ้ำ เพราะเด็กมีการเรียนรู้ได้ไม่มีที่สิ้นสุด จากการวิจัยพบว่า จำนวนอาสาสมัครที่ได้รับการฝึกสอนทางด้านดนตรีควบคู่กับการเรียนตั้งแต่เด็กนั้น มีการพัฒนาสมองที่ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้เรียนด้านดนตรีมาอย่างต่อเนื่อง โดยยังระบุอีกว่าผู้ที่มีความสามารถทางด้านดนตรียังมีประสาทสัมผัสทางการได้ยินไวกว่าอาสาสมัครที่ไมได้เล่นดนตรี ถึงแม้อาสาสมัครจะไม่ได้เล่นดนตรีมา 40 ปีแล้วก็ตาม

จากที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าดนตรีมีประโยชน์ต่อการพัฒนาความรู้ด้านต่างๆ โดยการเรียนการสอนโดยทั่วไปเริ่มมีการนำดนตรีเข้ามาสอดแทรกในเนื้อหาเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เช่น การท่อง a-z เป็นเพลง การจำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยการร้องเป็นทำนองเพลง เป็นต้น สำหรับกระบวนการสอนและการถ่ายทอด คงต้องมอบหน้าที่ให้กับครูผู้สอนหรือผู้ปกครองช่วยกันส่งเสริมให้เด็กๆหันมาเล่นดนตรี เพื่อพัฒนาศักยภาพ ความคิด ความฉลาด ให้ก้าวทันต่างชาติที่มีการพัฒนาทางด้านนี้ในสถานศึกษาอย่างต่อเนื่อง

Tue, June 24 2014 » การศึกษา » Comments Off

การศึกษาออเคสตร้าในยุคปัจจุบัน

SymphonyOrchestr-002

วงออเคสตร้าในยุคปัจจุบัน เป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องดนตรี และผู้บรรเลงจำนวนมาก บทเพลงที่ใช้บรรเลงมีหลายประเภท เช่น ซิมโฟนี คอนแชร์โต โอเวอร์เจอร์ เพลงบรรยายเรื่องราวต่างๆซึ่งมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งในด้านขนาดของการประสมวงและบทเพลงที่ใช้บรรเลง ซึ่งการประสมวงออเคสตร้า แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

1.วงแชมเบอร์ออเคสตร้า คือ วงดนตรีที่ประสมวงด้วยเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสายในตระกูลไวโอลินเท่านั้น มีผู้บรรเลงจำนวน 16 – 20 คน
2.วงซิมโฟนีออเคสตร้า หรือวงดุริยางค์ซิมโฟนี ประกอบด้วยเครื่องดนตรีจำพวก เครื่องสาย เครื่องลมไม้ เครื่องลมทองเหลือง เครื่องลิ้มนิ้ว และเครื่องตีกระทบ เป็นลักษณะการประสมวงที่สมบูรณ์ที่สุด ขนาดของวงได้กำหนดโดยผู้บรรเลงในกลุ่มเครื่องสายดังนี้

1.วงขนาดเล็ก (Small Orchestra) มีผู้บรรเลงประมาณ 40 – 60 คน
2.วงขนาดกลาง (Medium Orchestra) มีผู้บรรเลงประมาณ 60 – 80 คน
3.วงขนาดใหญ่ (Full Orchestra) มีผู้บรรเลงประมาณ 80 คนขึ้นไป

ซึ่งเครื่องดนตรีเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อบรรเลงเพลงในงานพระราชพิธีต่างๆ และการแสดงประกอบละคร นอกจากนี้แล้วออเคสตร้า ยังได้เข้ามามีบทบาททางการศึกษาอย่างมากมายไม่ว่าจะเป็น ระดับมัธยม หรือ มหาวิทยาลัย ซึ่งถูกนำมาใช้สำหรับการเรียนการสอน ที่สามารถใช้สอนได้ทุกระดับชั้น ทั้งเรื่องเครื่องดนตรีสากล  การผสมวงดนตรีสากล หลักการฟังและวิเคราะห์เสียงดนตรี  หรืออาจจะเชื่อมโยงไปสู่ ประวัติดุริยกวีในยุคต่าง ๆ ได้

สำหรับที่นำมาใช้ในการเรียนการสอน มีด้วยกัน 4 ประเภท คือ

  1. เครื่องสาย(String)ซึ่งเป็นเครื่องหลักที่สำคัญ เช่น ไวโอลิน วิโอลา เชลโล และดับเบิลเบส
  2. เครื่องเป่าลมไม้(Woodwind) มี ปิคโคโล ฟลู้ต โอโบ(ใช้เทียบเสียงในวง ด้วย)  บาสซูน อิงลิชฮอร์นคลาริเน็
  3. เครื่องเป่าทองเหลือง( Brass) ได้แก่ ทรัมเป็ต ทรอมโบน เฟรนซ์ฮอร์น ทูบ
  4. เครื่องตี หรือกระทบ ( Percussion) มีทั้ง ที่สามารถเล่นทำนองได้ เช่น ไซโลโฟน ไวบราโฟนและเครื่องที่ เล่นทำนองไม่ได้ เช่น กลองใหญ่ กลองเล็ก ฉาบ

จะเห็นได้ว่าวงดนตรีออเคสตร้าได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก ตั้งแต่อดีตมาจนถึงยุคปัจจุบัน เพราะปัจจุบันการจัดงานต่างๆ ล้วนใช้ดนตรีประเภทนี้

 

Sat, May 31 2014 » การศึกษา » Comments Off